เหนื่อยใจ หมดไฟ พักผ่อนแล้วทำไมยังไม่ดีขึ้น? ย่าเหมี่ยว QHHT ชวนทำความเข้าใจความเหนื่อยล้าที่ซ่อนอยู่ในใจ และวิธีเริ่มต้นดูแลตัวเอง
เคยเป็นไหมคะ? บางวันเรารู้สึกเหนื่อยจนไม่อยากทำอะไรเลย ตื่นเช้ามาก็ไม่สดชื่น ไปทำงานก็ไม่มีความสุข ทั้งที่เมื่อก่อนเราเคยมีพลัง มีความกระตือรือร้น อยากทำอะไรตั้งหลายอย่าง แต่วันนี้กลับรู้สึกว่าชีวิตมันหนักไปหมด
พอเหนื่อยมาก ๆ เราก็คิดว่าไปเที่ยวกันดีกว่า ไปทะเลสักสองวัน ไปกินอาหารอร่อย ๆ หรือออกไปดูหนังให้ลืมเรื่องเครียด ๆ บ้าง
ย่าเองเมื่อก่อนก็เป็นแบบนี้ค่ะ พอรู้สึกเหนื่อยหรือหมดไฟ ก็อยากออกไปหาอะไรทำให้ตัวเองมีความสุข
แต่เคยสังเกตไหมคะว่า พอเที่ยวเสร็จ กลับมาบ้าน กลับมาทำงาน แล้วเป็นยังไง? ความเหนื่อยที่เคยรู้สึกมันหายไปจริง ๆ หรือเปล่า
บางคนกลับมาได้ไม่กี่วัน ก็รู้สึกเหนื่อยเหมือนเดิมอีกแล้ว
วันนี้ย่าเลยอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจว่า บางครั้งสิ่งที่เราเรียกว่าความเหนื่อยล้า อาจไม่ได้ต้องการแค่วันหยุดหรือการพักผ่อนเพิ่มขึ้น แต่ต้องการให้เราหันกลับมาฟังตัวเองอย่างจริงจังค่ะ
เวลาเราเหนื่อยจากการทำงาน มีปัญหากับคนในครอบครัว หรือมีเรื่องที่ทำให้ไม่สบายใจ เรามักอยากออกไปจากสถานการณ์ตรงนั้นก่อน
ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิดเลยนะคะ การไปเที่ยว การพักผ่อน หรือการใช้เวลากับสิ่งที่เราชอบ เป็นเรื่องดีทั้งนั้น เพราะอย่างน้อยก็ช่วยให้ร่างกายและจิตใจได้หยุดจากความตึงเครียดบ้าง
แต่ย่าอยากให้ลองมองอีกมุมหนึ่งค่ะ
สมมติว่าเรามีปัญหาเรื่องงาน เครียดกับเจ้านาย รู้สึกว่าตัวเองต้องรับผิดชอบทุกอย่างอยู่คนเดียว พอถึงวันหยุดก็ไปเที่ยวทะเล สนุกสนาน ถ่ายรูปสวย ๆ กินอาหารอร่อย ๆ
ระหว่างนั้นเรามีความสุขจริง ๆ นะคะ เพราะใจของเราไม่ได้อยู่กับเรื่องงานแล้ว
แต่พอวันจันทร์มาถึง เราต้องกลับไปเจออะไรคะ?
ก็กลับไปเจอปัญหาเดิมนั่นแหละค่ะ
นี่คือสิ่งที่ย่าพูดถึงในคลิปว่า บางครั้งเราเพียงแค่ย้ายความสนใจจากปัญหาที่กำลังเผชิญ ไปอยู่กับเรื่องใหม่ที่ทำให้เรารู้สึกดีขึ้นชั่วคราว
การพักผ่อนช่วยเติมพลังได้ แต่ถ้าความเหนื่อยเกิดจากเรื่องที่ยังไม่ได้รับการจัดการ เราก็อาจกลับมาเหนื่อยซ้ำได้อีก
เพราะฉะนั้น ย่าไม่ได้บอกว่าอย่าไปเที่ยวนะคะ ไปได้ค่ะ เที่ยวให้สนุกด้วย แต่ระหว่างนั้นก็อย่าลืมกลับมาถามตัวเองด้วยว่า จริง ๆ แล้วอะไรที่กำลังทำให้เราเหนื่อยอยู่กันแน่
มีคนจำนวนไม่น้อยที่ใช้ชีวิตเหมือนปกติทุกอย่าง ตื่นเช้า ไปทำงาน กลับบ้าน ดูแลครอบครัว ทำหน้าที่ของตัวเองครบถ้วน
แต่ข้างในกลับรู้สึกเหนื่อยมาก
บางคนไม่ได้ทำงานหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ แต่รู้สึกไม่อยากตื่น ไม่อยากเจอใคร ไม่มีแรงจะเริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ หรือแม้แต่สิ่งที่เคยทำแล้วมีความสุข วันนี้กลับไม่รู้สึกสนุกเหมือนก่อน
ย่าอยากให้ทุกคนลองสังเกตตัวเองนะคะว่า ช่วงนี้มีความรู้สึกแบบนี้บ้างหรือเปล่า
- นอนหลับแล้ว แต่ตื่นมาก็ยังรู้สึกเหนื่อย
- หงุดหงิดง่าย หรือรู้สึกว่าทุกอย่างรอบตัวชวนให้เครียด
- คิดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ จนไม่มีสมาธิทำอย่างอื่น
- ไม่ค่อยมีความสุขกับสิ่งที่เคยชอบ
- รู้สึกว่าตัวเองต้องเข้มแข็งตลอดเวลา ทั้งที่ข้างในอยากพักมาก
บางครั้งสิ่งเหล่านี้อาจเกี่ยวข้องกับความเครียดสะสม หรือภาวะหมดไฟในการทำงานที่หลายคนเรียกว่า Burnout
แต่อย่าเพิ่งตัดสินตัวเองจากอาการเพียงไม่กี่ข้อค่ะ เพราะความเหนื่อยล้าอาจเกิดจากการนอนหลับไม่เพียงพอ ปัญหาสุขภาพกาย หรือปัจจัยด้านจิตใจอื่น ๆ ได้เช่นกัน
สิ่งสำคัญคืออย่ามองข้ามความรู้สึกของตัวเอง ถ้าอาการเกิดขึ้นต่อเนื่องหรือเริ่มกระทบชีวิตประจำวัน ก็ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพเพื่อหาสาเหตุที่เหมาะสมค่ะ
เวลามีคนมาหาย่า สิ่งหนึ่งที่ย่าทำคือชวนเขาคุยก่อนค่ะ
ย่าจะถามว่าเหนื่อยเรื่องอะไร เหนื่อยจากงานเหรอ มีปัญหาครอบครัวหรือเปล่า หรือมีอะไรอยู่ในใจที่ยังไม่ได้พูดออกมา
เพราะแต่ละคนมีเรื่องราวไม่เหมือนกันเลยนะคะ
บางคนเหนื่อยเพราะต้องทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว บางคนเหนื่อยเพราะความสัมพันธ์ บางคนต้องคอยดูแลคนอื่นจนแทบไม่มีเวลาให้ตัวเอง
และบางคนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเหนื่อยเพราะอะไร รู้แค่ว่าไม่ไหวแล้ว
เวลาที่เราได้เริ่มเล่าสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมา บางครั้งมันก็ช่วยให้เราเริ่มมองเห็นความรู้สึกของตัวเองชัดขึ้น
ย่าอยากให้ลองคิดดูนะคะว่า ในชีวิตประจำวันเรามีโอกาสได้พูดเรื่องของตัวเองจริง ๆ มากแค่ไหน?
หลายครั้งเราต้องเป็นคนรับฟังปัญหาของคนอื่น ต้องคอยแก้ไขเรื่องต่าง ๆ แต่พอถึงเรื่องของตัวเอง กลับไม่รู้ว่าจะไปเล่าให้ใครฟัง
การมีพื้นที่ปลอดภัยที่เราได้พูดโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกตัดสิน จึงเป็นสิ่งที่มีความหมายสำหรับหลายคนค่ะ
ใครที่กำลังรู้สึกเหนื่อยหรืออยากเข้าใจสิ่งที่ย่ากำลังเล่า สามารถลองฟัง ย่าเหมี่ยวพูดถึงวิธีฮีลใจเมื่อเหนื่อยล้าและหมดไฟ ในคลิปนี้ได้ค่ะ
มีคนถามย่าเหมือนกันนะคะว่า เวลามีคนมาทำ Healing Coaching ย่าจะทำอะไรบ้าง?
จริง ๆ แล้วแต่ละคนไม่เหมือนกันค่ะ
บางคนมาหาเพราะอยากระบาย บางคนต้องการทำความเข้าใจเรื่องที่เกิดขึ้นในชีวิต บางคนมีเรื่องที่ค้างคาอยู่ในใจมานาน จนไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจัดการอย่างไร
และย่าก็ไม่ได้เป็นคนที่คอยพูดปลอบทุกคนอย่างเดียวนะคะ
บางเคสย่าก็ต้องพูดตรง ๆ ต้องชวนให้เขากลับมามองบางเรื่องที่อาจไม่เคยสังเกตมาก่อน เพราะบางครั้งการเข้าใจตัวเองก็ไม่ได้เกิดจากการได้ยินเฉพาะสิ่งที่เราอยากฟัง
สำหรับย่า การทำงานด้าน Healing Coaching มีความเกี่ยวข้องกับแนวทางจิตวิญญาณที่ย่าศึกษาและปฏิบัติมา ย่ามองว่าการดูแลแต่ละคนต้องคำนึงถึงประสบการณ์และสภาพจิตใจที่แตกต่างกัน
ในกระบวนการที่ย่าเล่าถึงในคลิป อาจมีทั้งการพูดคุย การเปิดไพ่ การใช้น้ำมันหอมระเหย การสัมผัสเบา ๆ หรือการใช้ขันเสียงบำบัด เพื่อสร้างบรรยากาศให้ผู้เข้ารับบริการรู้สึกผ่อนคลาย
ย่ายังอธิบายถึงเรื่องสนามพลังงานและการทำงานด้านจิตวิญญาณ ซึ่งเป็นมุมมองจากความเชื่อและประสบการณ์ในการปฏิบัติของย่าเองค่ะ
ทั้งนี้ การทำงานด้านพลังงานหรือจิตวิญญาณไม่ได้มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันว่าใช้รักษาภาวะหมดไฟหรือปัญหาสุขภาพจิตได้ จึงควรมองเป็นแนวทางเสริมด้านการผ่อนคลายและสำรวจความรู้สึก ไม่ใช่การรักษาทางการแพทย์
ย่าอยากให้ลองนึกถึงเวลาที่เรามีปัญหาเยอะ ๆ นะคะ
ยิ่งคิดก็ยิ่งเครียด ยิ่งพยายามหาคำตอบก็ยิ่งสับสน บางทีคิดวนอยู่เรื่องเดิมทั้งวันก็ยังหาทางออกไม่ได้
แต่บางครั้งพอเราได้หยุดพักจริง ๆ ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องกังวลว่าจะต้องจัดการทุกอย่างให้เสร็จในตอนนั้น ความคิดของเราก็ค่อย ๆ เป็นระเบียบมากขึ้น
เคยมีประสบการณ์แบบนี้ไหมคะ? อยู่ดี ๆ ก็นึกวิธีแก้ปัญหาบางเรื่องออก ทั้งที่ก่อนหน้านี้พยายามคิดเท่าไรก็คิดไม่ออก
ในมุมมองของย่า เมื่อเราอนุญาตให้ตัวเองได้พักอยู่ในพื้นที่ที่รู้สึกปลอดภัย ใจที่เคยวุ่นวายก็มีโอกาสค่อย ๆ สงบลง
ย่าอธิบายประสบการณ์นี้ผ่านแนวคิดเรื่องพลังงานภายในและการเยียวยาตัวเอง ส่วนในแง่การดูแลสุขภาพจิตทั่วไป การได้พักจากความเครียดอาจช่วยให้เรามีสมาธิและมองสถานการณ์ได้ชัดเจนขึ้น
แต่ย่าก็อยากย้ำว่า การทำใจให้สงบไม่ได้หมายความว่าปัญหาทุกอย่างจะหายไปเองนะคะ
บางปัญหาต้องลงมือแก้ไข บางเรื่องต้องพูดคุยกับคนที่เกี่ยวข้อง และบางสถานการณ์ก็จำเป็นต้องได้รับความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ
เพียงแต่เมื่อเราไม่ได้อยู่ในสภาวะที่กดดันตัวเองมากเกินไป เราอาจมีแรงและความพร้อมที่จะกลับมาจัดการกับสิ่งเหล่านั้นได้ดีขึ้นค่ะ
สำหรับใครที่กำลังรู้สึกว่าเหนื่อยเหลือเกิน ไม่ว่าจะเหนื่อยจากการทำงาน เหนื่อยกับความสัมพันธ์ หรือเหนื่อยกับสิ่งที่ต้องรับผิดชอบในทุกวัน ย่าอยากให้เริ่มจากเรื่องใกล้ตัวก่อนค่ะ
อย่างแรก ลองถามตัวเองว่าเราเหนื่อยเรื่องอะไร
อย่าเพิ่งรีบหาวิธีทำให้ตัวเองหายเหนื่อย แต่ลองสำรวจว่าความรู้สึกที่กำลังเกิดขึ้นมาจากไหน บางครั้งการเขียนสิ่งที่กังวลลงบนกระดาษ หรือได้พูดคุยกับใครสักคน ก็ช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นได้
อย่างที่สอง ให้ตัวเองได้พักโดยไม่รู้สึกผิด
คนที่รับผิดชอบงานเยอะ ๆ บางครั้งพอหยุดพักก็ยังรู้สึกกังวลว่าตัวเองกำลังเสียเวลา ทั้งที่ร่างกายและจิตใจของเราต้องการการพักผ่อนเหมือนกัน
ถ้าเหนื่อยก็พักค่ะ ไม่จำเป็นต้องใช้ทุกนาทีของชีวิตให้เกิดประโยชน์ตลอดเวลา
อย่างที่สาม อย่าพยายามแบกทุกอย่างไว้คนเดียว
ถ้าปัญหาเกิดจากงาน ลองพูดคุยกับคนที่เกี่ยวข้องเพื่อปรับภาระหน้าที่ ถ้าเกิดจากความสัมพันธ์ ลองหาวิธีสื่อสารความรู้สึกอย่างเหมาะสม และถ้าเป็นเรื่องที่ยากเกินกว่าจะจัดการเอง ก็สามารถขอความช่วยเหลือได้
อย่างสุดท้าย อย่าลืมดูแลทั้งร่างกายและจิตใจ
การกินอาหารให้เพียงพอ นอนหลับอย่างมีคุณภาพ ขยับร่างกาย และมีเวลาให้กิจกรรมที่ชอบ ล้วนมีความสำคัญ
ถ้าความรู้สึกหมดแรง เศร้า หรือหมดความสนใจในชีวิตยังคงอยู่ต่อเนื่อง ก็ควรปรึกษาแพทย์หรือนักจิตวิทยา ไม่จำเป็นต้องรอจนรู้สึกว่าไม่ไหวแล้วนะคะ
ย่าอยากฝากไว้แบบนี้ค่ะว่า ถ้าช่วงนี้ใครรู้สึกเหนื่อยมาก ๆ ก็อย่าเพิ่งรีบตำหนิตัวเองว่าไม่เก่ง ไม่อดทน หรือทำไมถึงรับมือกับชีวิตไม่ได้เหมือนคนอื่น
ทุกคนมีเรื่องที่ต้องเผชิญไม่เหมือนกัน บางคนอาจเหนื่อยกับสิ่งที่คนภายนอกมองไม่เห็น และไม่จำเป็นต้องเปรียบเทียบความเหนื่อยของตัวเองกับใครเลยค่ะ
การไปเที่ยวเป็นเรื่องดี การพักผ่อนก็เป็นเรื่องดี แต่ถ้ากลับมาแล้วยังเหนื่อยเหมือนเดิม ย่าอยากชวนให้ลองหันกลับมามองว่า มีอะไรอยู่ในใจที่เรายังไม่ได้ให้เวลากับมันหรือเปล่า
เพราะบางครั้งการดูแลตัวเองอาจไม่ได้เริ่มจากการออกเดินทางไปที่ไหนไกล ๆ แต่อาจเริ่มจากการหยุดอยู่กับตัวเอง รับฟังความรู้สึกที่เกิดขึ้น และค่อย ๆ ทำความเข้าใจกับสิ่งที่กำลังเผชิญ
สุดท้ายนี้ ย่าอยากบอกว่า เราไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลาก็ได้นะคะ บางวันถ้าเหนื่อย ก็อนุญาตให้ตัวเองได้พักบ้าง แล้วค่อยกลับมาดูว่าเราจะเดินต่อไปอย่างไรดี